<?xml version="1.0"?>
<rss version="2.0">
<channel>
<title>nanarashi's blog</title>
<language>th-TH</language>
<link>http://nanarashi.storythai.com</link>
<description>http://just another blog of nanarashi</description>
<item>
<title><![CDATA[shimokitasawa]]></title>
<link>http://nanarashi.storythai.com/200706/shimokitasawa</link>
<description><![CDATA[เมื่อวันก่อนมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน<br />
 <br />
เมื่อวานพอเลิกเรียนเราก็แวะเข้าโอเค(ชื่อซุปเปอร์มาเก็ตที่ไปซื้อของประจำ)ซื้อน้ำขวดใหญ่ ๆ มาเก็บไว ้ แล้วตอนหิ้วของพะรุงพะรังออกมา เราก็หันหน้ามองถนน มันก็เป็นปรกติที่ต้องมองใช่ไหมล่ะ แล้วมันก็ปรกติหากจะต้องไปสบสายตากับผู้ใดเข้า ตอนนั้นก็มองไปเห็นคนนึงยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม แล้วเราก็เดินกลับห้อง พอมาถึงสี่แยกแรกที่มีคอมบินี่อะไรสักอย่าง ก่อนจะเลี้ยวออกไปถนนใหญ่ เราก็เดินเลี้ยวขวา แล้วก็เดินข้ามไปอีกฝั่ง ในช่วงเวลานั้น หางตาเราก็เห็นใครคนนึงแว้บ ๆ คุ้น ๆ ว่าเห็นหน้าโอเค แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนอื่นเดินไปในทางเดียวกันใช่ม่ะ  เราก็เดินต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ได้สนใจอะไร จนถึงหลังบ้าน ก็เดินเข้าไปเช็คตู้จดหมายตามปรกติ  พอเช็คเสร็จ อะไรดลใจให้เราหันไปมองทางประตูก็ไม่รู้ แล้วก็เห็นว่ามีใครสักคนยืนหน้าประตู เราก็คิดว่า คนที่อยู่ที่นี่หรือเปล่า คิดเท่านั้นแหละ ประตูก็เปิดผั้วะ  เรามองหน้าแล้ว มันไม่ใช่คนที่อยู่ที่นี่นี่หว่า ไม่คุ้นหน้า แต่คุ้นว่าเหมือนเห็นหน้าโอเค แล้วชายผู้นั้นก็ถามเราว่า <br />
 <br />
"ชิโมะคิตะซาว่าไปทางไหน"  ตอนนั้นคิดอยู่ว่า ช่างเลือกคนถามเสียจริงนะ  แล้วเราก็ตอบไปว่าขึ้นรถไฟที่ชิบุยะ อิโนะคาชิระเซ็นไป  แล้วเราจะแยกตัวออกมา เขาก็บอกว่า  เขาขี่จักรยานมา  เฮ้อ แล้วจะรู้ทางให้ขี่ไปชิโมะคิตะซาว่าไหมนั่น แล้วถูกถามต่อ <br />
 <br />
"ชื่ออะไร...แต่งงานแล้วหรือยัง?"  เอาแล้วสิ ได้เรื่องแล้วไง ตอนนั้นรู้สึกเป็นเวรเป็นกรรมที่มากที่นึกอยากจะเดินไปซื้อน้ำที่โอเค  ทั้งที่จะเดินกลับบ้านแต่เดินไปโอเค เลยมีเหตุการณ์ที่ไม่โอเค    แล้วเราก็ตอบไป "ยัง" ไอ้ที่ช็อคคือคำถามต่อมา  <br />
 <br />
"โบะคุโนะไทปุนันเด๊สงะ  คอนโด เดทโตะชิมะเซ็นก๊ะ" แปลเป็นไทยได้ว่า คุณเป็นสเป็คของผม คราวหน้าไปเดทกันไหม<br />
"เดท????"  <br />
 <br />
ฟังดูมันก็ขำ แต่มันก็ขำไม่ออกเพราะไอ้ที่มันทำมันเหมือนสต๊อกเกอร์ (สต๊อกเกอร์คือพวกสะกดรอยตาม) มากกว่านัมปะ (พวกตามจีบ) คิดดูเดินตามจากโอเคมาถึงตึกเนี่ย มันน่ากลัวนะเพราะตอนนั้นมีเราคนเดียวแถมถุงโตอีกสองถุง  เราก็บอกว่าไม่ได้ เราน่ะอายุไม่น้อยแล้วนะ ทางนั้นตอบว่าเขาสามสิบ ซวยสิ..สามสิบแก่กว่าอีกเรา ฮือ ๆ เราก็บอกว่าไม่เอา ๆ เขาก็บอกว่า ไปร้านกาแฟก็ได้ เราก็บอกว่า พูดจริง ๆ นะ คุณทำให้ชั้นตกใจมาก แล้วเขาก็ขอโทษที่ทำให้เราตกใจ แล้วมันก็เริ่มถามอย่างอื่น <br />
 <br />
"ตอนนี้ทำงานเหรอ" (จากนี้ไปคำในวงเล็บคือคำตอบ...  เปล่า เรียน)<br />
"โรงเรียนภาษา?" (รร.เฉพาะทาง)<br />
"อยู่ที่นี่คนเดียว?"  (เปล่า...กับเพื่อน) บอกคนเดียวเดี๋ยวซวยหนักกว่าเก่า<br />
"อยู่ที่นี่มานานเท่าไรแล้ว"  (สามปี)<br />
"อยากจะแลกเบอร์แล้วติดต่อกัน.." (ห๊า...รู้หรือเปล่าชั้นไม่คนญี่ปุ่น)<br />
"รู้ แต่ภาษาญี่ปุ่นคุณก่ง สื่อสารกันได้ คุณมาจากที่ไหน"  (คิดว่ามาจากที่ไหนล่ะ)<br />
"เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" (อืม ถูก)<br />
"ฟิลิปปินส์?"  (.....)  ไอ้....<br />
"ไทย?"  (อืม) <br />
"ขอเบอร์ไม่ได้หรือครับ"  (ไม่ได้)  แล้วเราก็คิด ถ้าไม่ให้อะไรสักอย่าง จะได้ไปสักทีไหมเนี่ย <br />
"มีเพื่อนคนญี่ปุ่นเยอะไหม" (ก็พอประมาณ)<br />
"งั้นช่วยรับมันเป็นหนึ่งในนั้นได้ไหม  อยากเป็นเพื่อนด้วย"  (.......) จะเอาไงดีว๊า <br />
"ไม่ต้องกลัวมันไม่ใช่พวกน่าสงสัย ปรกติมันทำงานตอนกลางวันอยู่แล้ว"  แล้ววันนี้ไหงว่างมาแถวนี้เนี่ยอ่ะนะ ทำงานไรวะ แล้วไอ้ที่ตามมาถึงที่นี่มันไม่น่าสงสัยตรงไหนมิทราบ<br />
"ขอร้องล่ะนะ"  (เมล์เท่านั้นนะ มีกระดาษไหม)<br />
เขาก็หยิบกระดาษ เป็นซองจดหมายอะไรสักอย่าง แล้วเราก็เขียนไป<br />
"ช่วยเขียนชื่อให้ด้วยนะ" เรื่องมากจริง เขียนให้เสร็จมันก็รับไปพิจารณา <br />
"เบอร์โทรศัพท์ไม่ได้เหรอ" (ไม่ได้) ปัดโธ่ เพิ่งบอกไปเมื่อกี้ว่า แค่เมล์ ไอ้นี่มันฟังยังไงของมัน แล้วเราก็นิ่ง ๆ ไม่ได้หยิบอะไรมาเพื่อจะจดเมล์อีกฝ่ายแต่อย่างใด มือถือก็ไม่ควักออกมาด้วย <br />
"งั้นเดี๋ยวส่งเมล์มาล่ะกัน  ขอเบอร์ไม่ได้หรือจะได้คุยกัน"  (ไม่ได้) พูดไม่รู้เรื่องเหรอไง<br />
"งั้นเอาเบอร์ผมไปล่ะกัน ผมอยากให้"  (ไม่เป็นไร เกรงใจ) ไม่ได้อยากได้โว้ย<br />
"จำชื่อผมด้วยนะ ชื่อผม อะสึชิ"  แต่เรื่องชื่อไม่แน่ใจว่ะ เพราะฟังไม่ถนัดตัวสุดท้ายว่าชิ หรือจิ  ถ้าเป็นจินะ  จะเป็นชื่อที่ไม่น่าเรียกเป็นที่สุด ฮ่า ๆๆๆๆ คิดว่าใครที่หัวไวพอก็จะนึกออกว่ามันคือชื่ออะไร  <br />
 <br />
จากนั้นเราก็เดินเข้าหลังบ้านแว้บขึ้นลิฟท์ให้เร็วที่สุด หลายคนบอกว่า ทำไมเรายังไปคุยกับมันอยู่ได้  แต่ลองคิดดูนะ เราอยู่ในหลังบ้านล่ะหนึ่ง  ประเด็นที่สอ ง เราไม่รู้ว่าเขาเห็นเราเปิดตู้จดหมายหรือเปล่า ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ถ้าเห็น ก็รู้ว่าเราอยู่ห้องอะไร  สามถ้าไม่คุยเลย เขาตามไม่เลิกทำไง จะเดินไปสุดหล้าแบบผึ้งบอกก็ไม่ได้ เพราะน้ำขวดสองลิตรสองขวดแถมถุงของกินอย่างอื่นอีก  ไม่ใช่แรมโบ้นะ  อย่างที่สี่ไม่ให้อะไรไปสักอย่างถ้าเป็นพวกสต๊อกเกอร์ขึ้นมาจริง ๆ เราไม่เล่นถูกดักรอแถวนั้นหรือไง  ผึ้งก็บอกว่า ทำไมไม่โทรเรียกใครสักคนลงมา ตอนนั้นในสถานการณ์แบบนั้น เดี๊ยนจะนึกอะไรออกไหม เราคิดแต่ว่า ต้องแก้สถานการณ์ตรงหน้าเสียก่อน แล้วเรื่องหลังจากนั้นค่อยว่ากัน  หากเขาเมล์มา ไอ้เมล์ตอบกลับก็เป็นมารยาท ก็เมล์กลับก็ได้ แต่ชวนไปไหน ไม่ไป ไปเดทเนี่ยอ่ะนะ? <br />
 <br />
ไว้ถ้าเหตุการณ์จะทำท่าไม่ดี ค่อยลากผู้ชายแถวนี้ไปเป็นแฟนกำมะลอก็แล้วกัน   <br />
 <br />
จบข่าว  ]]></description>
<pubDate>Sun, 17 Jun 2007 10:33:53 +0700</pubDate>
<guid isPermaLink="true">/shimokitasawa</guid>
</item>
<item>
<title><![CDATA[พักนี้]]></title>
<link>http://nanarashi.storythai.com/200704/entry-2</link>
<description><![CDATA[ที่นี่มีเรื่องแปลก ๆ เยอะแยะ <br />
<br />
หากมองจากมุมมองของคนไทยอย่างเรา ๆ ก็คงไม่แปลก  แต่ถ้าลองถามคนญี่ปุ่นก็คงว่าแปลกแน่ เรื่องที่ว่าแปลกก็คือ พักนี้มีเหตุฆาตกรรมบ่อยมาก  แต่จากการสังเกตุของตัวเองมันก็ได้ข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ข่าวฆาตกรรมที่มักเห็น มักจะเป็นการฆาตกรรมของคนที่รู้จักกันอยู่แล้ว  ไม่ใช่คนโรคจิตลากคนนี้ คนนั้นไปฆ่า  หรือเห็นบ้านรวยก็หมายมั่นปั้นมือจะฆ่าชิงทรัพย์ให้ได้   <br />
<br />
ข่าวที่กำลังเป็นที่ติดตามก็คือ คนญี่ปุ่นฆ่าครูสอนภาษาอังกฤษ  ข่าวมีอยู่ว่า มีการแจ้งความว่าผู้หญิงอังกฤษคนนึงหายตัวไปยังไม่กลับที่พัก  และวันต่อมาก็พบว่าเป็นศพอยู่ในอ่างอาบน้ำที่ห้องของคนญี่ปุ่นคนนึง  โดยที่ถูกทับไว้ด้วยทรายจนเต็มอ่างแล้วเจ้าอ่างนีก็วางอยู่ตรงระเบียงอพาร์ตเมนต์นึงแถบชานเมืองโตเกียว  ผู้ตายเป็นสาวอังกฤษอายุยี่สิบสามปี มาญี่ปุ่นได้ครึ่งปีที่แล้ว  และคนที่ลงมือก็คือคนญี่ปุ่นอายุยี่สิบเก้า (ถ้าจำไม่ผิด)  หน้าตาดูเหี้ยมนิด ๆ ลักษณะผอมสูง  จากวันที่พบศพจนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถตามจับตัวคนร้ายได้เสียที  ไม่รู้หายเข้ากลีบเมฆที่ไหนไปซะได้<br />
<br />
ภาษาญี่ปุ่นมีคำนึงว่า Yo ga semai มันแปลภาษาไทยได้ว่า โลกกลม (ถ้าแปลตามตัวแปลว่าโลกแคบ)  ที่ว่าโลกกลมเนี่ยก็เพราะว่าเพื่อนเราเนี่ยดันเคยเรียนภาษาอังกฤษกับผู้ตายคนนี้เสียด้วย  เคยเรียนกับคนนี้ก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตประมาณเดือนสองเดือน  จากคำบอกเล่าของเพื่อนเนี่ยก็บอกว่าเป็นผู้หญิงที่สวยมาก และก็สอนเก่ง และก็ชอบเล่าเรื่องแฟนให้ฟัง  ตอนแรกที่เห็นข่าวก็ช็อคไปเหมือนกัน เพราะผู้ตายดันเป็นคนใกล้ตัวขนาดนั้น และบ้านฆาตกร ก็ดันอยู่ไม่ไกลจากเพื่อนเราเสียเท่าไร   โลกมันช่างแคบเสียนี่กระไร  จนบัดนี้ข่าวก็ยังเงียบ ยังไม่มีการจับตัวได้แต่อย่างใด  แต่ช่วงนึงรุ่นน้องบอกว่า เจอคนที่หน้าคล้าย ๆ ผอมสูงเหมือนกัน แต่ใส่หน้ากากปิดจมูกปากไว้  แต่ว่านะ ถ้าใช่แล้วจะกล้าแจ้งความไหมอ่ะ  น่ากลัวจัง เรื่องมันใกล้ตัวเกินไปแบบนี้เนี่ย<br />
<br />
แล้ววันหลังจะเล่าข่าวที่น่าสนใจอีก  แต่วันนี้ไปก่อนล่ะ นั่งหนาวเหลือเกิน <br />
ส่วนเกียวโตภาคสามจะลงตามเร็ว ๆ นี้ ]]></description>
<pubDate>Fri, 20 Apr 2007 15:13:13 +0700</pubDate>
<guid isPermaLink="true">/entry-2</guid>
</item>
<item>
<title><![CDATA[หนีเที่ยวเกียวโต 2]]></title>
<link>http://nanarashi.storythai.com/200701/2</link>
<description><![CDATA[ในเมื่อมีคนอยากอ่านต่อ ก็เลยมานั่งพิมพ์ต่อ (ในขณะเดียวกัน ก็นั่งดูโทรทัศน์ไปด้วย ความสามารถหลากหลากจริง)  <br />
<br />
ความเดิมตอนที่แล้ว .... ถึงที่ว่าและแล้วสองคนก็มาถึงเกียวโต <br />
<br />
ใช่แล้วมาถึงเกียวโตก็ตอนประมาณสี่ทุ่มได้  ความรู้สึกแรกที่ถึงเกียวโต... "สถานีทำไมสวยจัง"  และที่สำคัญดูเจริญมาก  แต่ตอนนั้นความใหญ่โตก็ไม่ทำให้รู้สึกอะไรได้มากไปกว่าความหิวข้าว  แต่ก่อนอื่นต้องตามหาสมาชิกอีกท่านเสียก่อน  เมื่อเจอกันแล้วก็เลยเดินหาร้านกิน  แต่หน้าสถานีนั้นมีแต่โรงแรม ป้ายรถเมล์ และก็จะห้าทุ่ม ร้านกินทั่วไปก็ปิด ก็เลยทำให้ไปหยุดที่คอมบินี่ (ร้านสะดวกซื้อ)  วันนั้นจำได้เลยว่าซื้อซาลาเปาของลอว์สันมากิน  รู้สึกอร่อยมากกกกกก  ทั้งที่ปัจจุบันนี้ไม่ได้รู้สึกอร่อยอะไรมากมาย  ก็เลยทำให้คิดได้ว่าวันนั้นคงหิว  เพราะไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง  หิวจนมือสั่น พอกินเสร็จ ก็เตรียมตัวหาที่สิงสถิตย์    สถานีเกียวโต (ต่อไปนี้จะเรียก สถานี ว่า เอคิ) ก็ออกได้สองฝั่ง  ฝั่งแรกที่เดินออกไปก็เหมือนสำรวจกันเรียบร้อย  มันมีแต่โรงแรม ก็เลยเดินไปอีกฝั่งล่ะกัน  พอไปถึงอีกฝั่งก็ยังมีแต่โรงแรม และก็ไปเห็นคาราโอเกะ   ก็เลยเดินไปถามกัน   ราคาก็ไม่ได้ถูกอะไรมากมายเมื่อเทียบกับโตเกียว  แต่ที่ช็อคยิ่งกว่าก็คือ มันเปิดถึงแค่ตีสาม  ไม่ใช่แค่ที่นี่เท่านั้น ร้านอื่นปิดตีสองมั่งล่ะ  เห็นแล้วก็เริ่มเหงื่อตกท่ามกลางอากาศหนาวว่าจะทำอย่างไรต่อดี  ตอนแรกก็คิดกันว่า <br />
"หรือพวกเราจะอยู่จนร้านปิดแล้วค่อยออกมาเดินเตร่ ๆ จนเช้าเอา"   <br />
"พวกเราจะไปหาโรงแรมอยู่กัน"<br />
"หรือพวกเราจะไปร้านการ์ตูนคาเฟ่  ถึงนอนไม่ได้ ถึงเหม็นบุหรี่แต่อย่างน้อยก็ไม่หนาว"<br />
<br />
แต่สุดท้ายพวกเราก็เลือกวิธีที่สองก่อนอันดับแรก<br />
<br />
อ่านถึงแค่นี้เหมือนจะเป็นวิธีที่ง่าย  แต่ความเป็นจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้นน่ะสิ   <br />
<br />
มันเป็นความรู้ใหม่เอามาก ๆ และแปลกอีกต่างหาก  บางโรงแรมเราไม่สามารถไปเช็คอินในช่วงเวลานั้นได้ ถึงแม้ห้องจะว่างก็ตาม  ทำไมเขาไม่รับก็ไม่รู้  แต่ตอนนั้นก็คิดกันว่า แล้วจะเอาไงต่อดี  วิธีที่ว่าอยู่เกะถึงร้านปิด มันก็เปลืองตังค์  เพราะแพง และแถมอยู่ไม่ถึงเช้าอีกต่างหาก  พอลองวิธีสุดท้าย ร้านการ์ตูนคาเฟ่ก็เหลือที่นั่งอีกแค่สองที่ แล้วลูกค้าจะออกกันเมื่อไรไม่รู้  สรุปก็เลยเลือกวิธีที่ไม่อยู่ในลิสต์  นั่นคือ การหาที่นั่งรอเวลา<br />
<br />
ตอนแรกก็เดินไปเดินมา  เดินแล้วก็ไม่มีอะไรดู เพราะร้านค้าก็ปิดกันหมด ก็เลยไปหาที่ว่าง ๆ ที่ไม่มีใครอยู่  นั่นคือตรงทางเดินที่เลือกแล้วหลบลมมากที่สุด   ช่วงนั้นเป็นช่วงปลายเดือนสิบเอ็ด (หากจำไม่ผิด)  แต่อากาศก็หนาวพอตัว  สามสาวก็ทำได้แค่นั่งคุยกันไปเรื่อย ๆ จากที่นั่งกันเป็นวงกลมหันหน้าเข้าหากันคุย ไป ๆ มา ๆ ก็หันหลังชนกำแพง แล้วก็นั่งเบียด ๆ กัน  เพราะหนึ่งในสามเริ่มไข้ขึ้น  หนาว แต่เสื้อผ้าที่เตรียมกันไปมันไม่พอ  อีกอย่าง นั่งเฉย ๆ ฮีทเตอร์ก็ไม่มี อากาศอุ่นก็ไม่มี ความหนาวก็เริ่มสะสมไปเรื่อย ๆ จนนั่งสั่นกัน  ไอ้ความรู้สึกที่เรียกว่าหนาวเข้ากระดูกเป็นเช่นไร  วันนั้นลองมาด้วยตัวเองเลย  ภายในห้าชม.ที่ต้องนั่งรอ จริง ๆ ห้าชม.นี้หากอยู่ในห้อง ดูหนัง ดูละคร หรือปาร์ตี้เย้ว ๆ มันก็แว้บเดียวผ่านไป  แต่นี่นั่งเฉย ๆ ท่ามกลางความหนาว  มันช่างยาวนานจริง ๆ  พวกเราก็ได้แต่คุยกันแบบขำ ๆ ว่า วันนี้พวกเราทำตัวเป็นโฮมเลท (คนไร้บ้าน) เลยนะ  แล้วคนพวกนี้เขาอยู่กันได้อย่างไร  หากเดือนสิบสอง เดือนหนึ่ง มันหนาวกว่านี้ แล้วเขานอนกันยังไง ใช้ชีวิตกันอย่างไรนั่น   <br />
<br />
พอหนึ่งสมาชิกกำลังจะแย่  สมาชิกอีกท่านก็อดทนรนไม่ไหว ขนาดลุกไปขึ้นไปถามโรงแรมที่อยู่ใกล้ที่สุดว่าจะนั่งอยู่ตรงลอบบี้ได้ไหมเพราะเพื่อนกำลังป่วย   คำตอบที่ได้ก็ออกจะเสียความรู้สึก เพราะเขาปฏิเสธให้การช่วยเหลือ  ลองคิดสภาพว่าเด็กต่างชาติสามคนกับต่างเมือง  หนึ่งคนในนั้นกำลังไข้ขึ้น  เพียงแค่ขอนั่งตรงลอบบี้อุ่น ๆ แค่นี้  ยังถูกปฏิเสธเลย   ตอนนั้นก็นึกโกรธแต่ก็อย่างว่า... โรงแรมไม่ใช่ของพนักงาน เขาไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ   เขาคงทำอะไรไม่ได้จริง ๆ หากอนุญาติให้ไปนั่ง แล้วเขาต้องถูกต่อว่าจากหัวหน้า ถ้าร้ายแรงหน่อยก็ถึงขั้นไล่ออกจากงาน  ถ้าต้องเกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้น มันก็คงไม่คุ้มค่ากันเท่าไร   สิ่งที่ทำให้ก็คือพวกเราก็ต้องนั่งทนความหนาวต่อไป  แต่ไม่แนะนำให้ทำที่เมืองไทยนะจ๊ะ  เรื่องความปลอดภัยที่ญี่ปุ่นมีสูงกว่าเมืองไทย ฉะนั้นพวกเรานั่งกันแบบนี้จึงไม่เป็นไร  แต่หากที่ไทย ... ไม่อยากคิดเลย เหอ ๆ <br />
<br />
พอตีห้าครึ่งพวกเราก็เริ่มเดินไปคอมบินี่หาอะไรตอนเช้ากินกัน แล้วก็หาห้องน้ำเข้าด้วย  อ่อ อันนี้เป็นความรู้อีกล่ะ  ที่คอมบินี่ไม่ว่าจะ เซเว่นอีเลเว่น ลอว์สัน หรือที่ใด ๆ ก็จะมีห้องน้ำด้วยเสมอ  ซึ่งลูกค้าสามารถขอเข้าได้  เขาอนุญาติให้ใช้ได้ ฉะนั้นบางทีก็จะเห็นคนเดินเข้าคอมบินี่มาเพื่อเข้าห้องน้ำโดยที่ไม่ซื้ออะไรด้วยเหมือนกัน    เล่าต่อ พอซื้ออะไรกินแล้วก็เตรียมตัวเริ่มการเดินทางท่องเที่ยว   เพราะรถเมล์เที่ยวแรกเนี่ยมันหกโมงกว่า ๆ  การเดินทางในเกียวโตมีทั้งรถไฟธรรมดา รถไฟใต้ดิน และรถเมล์  แต่ที่เน้นหนักก็คือ รถเมล์    สำหรับนักท่องเที่ยวเนี่ย หากขึ้นรถเมล์เปลี่ยนสายไปนั่นมานี่เยอะครั้ง  แนะนำให้ตั๋วแบบพรีพาส  ราคาประมาณห้าร้อยเยน แต่ขึ้นได้กี่ครั้งก็ได้ทั้งวัน  แต่...ต้องเฉพาะกับรถเมล์เครือเดียวกันเท่านั้น  แต่เรื่องรถเมล์เนี่ย ไม่โปรเท่าไหรแฮะ   สำหรับคนที่อยากไปเที่ยวด้วยตัวเองแบบนั้น แนะนำให้ไป Tourist Information Center ที่อยู่แถว ๆ เอคิ จะทำให้ได้ข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเรื่องที่ท่องเที่ยว   แต่ทางที่ดีควรจะหาข้อมูลก่อนไปถึงด้วยตัวเองสักนิด <br />
<br />
เราไปที่นั่นก็แน่นอนล่ะว่าต้องพึ่งไกด์บุคแบบญี่ปุ่น แต่ก็วางแผนไว้แล้วว่าอยากไปไหนก่อน  คำนวนเวลาว่าระหว่างสถานที่ที่เราอยากไป กับอีกที่มันห่างกันแค่ไหน และเวลาการเดินทางมากน้อยแค่ไหน  คำนวนดี ๆ วางแผนดี ๆ ก็จะทำให้เที่ยวได้หลายที่ในวันนึง (อันนี้ไม่รวมแรงถึกส่วนตัวแต่ละคนนะ)  เที่ยวคราวนี้เราไปสองวัน (เพิ่งมานึกออกว่าคืนที่สองจองโรงแรมไว้ล่ะ สามคนราคาถูกหน่อย) วันแรกมันเป็นวันเสาร์ก็เลยเผ่นไปที่ที่ดัง ๆ ก่อน  เพราะวันอาทิตย์สถานที่ดังทั้งหลายจะคราครั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวจำนวนมาก  (มากจริง ๆ ไม่รู้แห่กันมาจากไหน)  แล้วช่วงนั้นที่ไปมันเป็นอาคิ (ฤดูใบไม้ร่วง)  ใบไม้จะเป็นสีแดง และสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก   วัดแรกที่เราไป ..... อ๊า นึกออกล่ะ  ที่นี่เลย Kiyomitsu dera <br />
<br />
วัดนี้เป็นหนึ่งในจำนวนสิบเจ็ดสถานที่ของเกียวโตที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก  เริ่มสร้างขึ้นในปลายสมัยนารา ประมาณปี 778 และสร้างตรงนั้นตรงนี้จนเสร็จราว ๆ ปี 798 ซึ่งเข้าสู่สมัยเฮอัน  แต่สิ่งก่อสร้างส่วนมากของวัดนี้ในปัจจุบันนถูกสร้างขึ้นใหม่ในปี 1631-1633 ซึ่งตรงกับสมัยเอโดะพอดิบพอดี   จากวัดจะสามารถมองเห็นวิวเกียวโตได้ประมาณครึ่งนึง เพราะสร้างอยู่ที่สูง  แต่สิ่งที่จูงใจพวกเราอย่างมากคือศาลเจ้าที่อยู่ด้านในต่างหากล่ะ<br />
<br />
ในญี่ปุ่นจะมีศาลเจ้าจำนวนมาก  ในบรรดาเทพเจ้าของญี่ปุ่นนั้น ก็มีเทพที่ให้พรเรื่องความฉลาด เรื่องความรัก เรื่องสุขภาพ และอื่น ๆ แต่ศาลเจ้าที่นี่ ดังในเรื่อง "ความรัก"   ว่าแล้วคนโสดอย่างเราก็ต้องไปขอพรสักหน่อย  ศาลเจ้านี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่า jishujinja (&#22320;&#20027;&#31070;&#31038;)  เป็นศาลเจ้าที่ดังมาก ติดอันดับต้น ๆ ของศาลเจ้าที่คนนิยมไปก็ว่าได้ (เรื่องความรักนะ)  และที่พิเศษไปยิ่งกว่านั้น  มีหินขอพรเรื่องความรักให้สัมฤทธิ์ผลเป็นความจริง   ลักษณะหินนี้ก็คือ จะมีหินสองก้อนใหญ่ ๆ (ความสูงราวน่อง ถึงเข่า ขึ้นอยู่ความยาวของขาผู้ไปยืนเทียบ)  หินสองก้อนนี้จะห่างกันประมาณห้าเมตร  การขอพรก็คือ ให้หลับตา แล้วเดินจากก้อนนึงไปยังอีกก้อนนึง  หากเดินตรงไปถึงโดยไม่เฉออกนอกเส้นทางไป ความรักที่ขอก็จะเป็นความจริง  ในระหว่างการเดินนั้น จะมีคนช่วยบอกทางด้วยก็ได้  คนช่วยบอกทางนั้นเปรียบเสมือนคนที่จะมาช่วยเหลือเรื่องความรักของเรานั่นเอง  และอีกจุดที่น่าสนใจก็คือมีต้นไม้ที่ขอพรให้สกัดคู่ต่อสู้ออกไป  แต่อันนี้ไปยืนมองเฉย ๆ เพราะบอกตามตรงมันน่ากลัว  เหมือนเล่นไสยศาสตร์ยังไงยังงั้นเชียว  เขาเล่ากันว่า หากคุณไปขอพรกับเทพองค์นี้ โดยบอกว่าอยากให้ช่วยสกัดคนนี้คนนั้นออกไป  หากท่านเทพช่วย ในกลางคืนจะได้ยินเสียงเหมือนคนมาตอกตะปูที่ต้นไม้  เทพองค์นั้นจะช่วยตอกตะปูคนที่เราขอพรให้สกัดออกไป  และที่ต้นไม้ก็มีรอยตะปูจริง ๆ บรื๋อ น่ากลัวดี  เลยไม่ขออะไร เพราะไม่มีความจำเป็นต้องให้ช่วยสกัดผู้ใดออก ก็ยังไม่มีนี่นา  แต่สิ่งที่เราค่อนข้างเชื่อก็คือเรื่องของเซียมซี  ตอนแรกจับได้มาอ่านแล้วก็ขำ  เพราะความหมายก็คือรอ  ก็ขำจริง ๆ นะ เพราะไม่ว่าจะที่นี่หรือที่อื่น ก็ให้รอต่อไป  เมื่อถึงเวลาแล้วจะมาเอง (ก็รอต่อไปจนจะสามสิบแล้ว ฮ่า ๆ)  แต่พอปีถัดมาไป ก็ได้อะไรที่เป็นการเตือนให้ระวัง  แต่ว่าเรื่องนี้เชื่อไม่เชื่อก็ขึ้นอยู่กับบุคคลนะจ๊ะ<br />
<br />
เฮ้อเหนื่อยล่ะ ไว้ต่อคราวต่อไปล่ะกัน  (เมื่อไรจะจบเนี่ย ....)  <br />
ไปก่อนล่ะ แว้บ<br />
<br />
ปล.อีกไดนึงก็ไม่ได้เลิกเขียน แต่ว่า ไม่อยากลงปะปนกันน่ะ  มันคนละจุดประสงค์ไง <br />
  ]]></description>
<pubDate>Sat, 27 Jan 2007 18:22:09 +0700</pubDate>
<guid isPermaLink="true">/2</guid>
</item>
<item>
<title><![CDATA[แผ่นดินไหว]]></title>
<link>http://nanarashi.storythai.com/200701/entry-1</link>
<description><![CDATA[ข้ามเรื่องเกียวโตไปก่อน  เอาเรื่องที่ไทยไม่ค่อยจะเกิดขึ้นก็ล่ะกัน <br />
<br />
&#22320;&#38663;<br />
<br />
คำนี้อ่านว่า jishin หมายความว่า แผ่นดินไหว<br />
ในช่วงที่ผ่านมาเป็นเวลาอีกไม่กี่วันจะสี่เดือนนี้ ภัยทางธรรมชาติของญี่ปุ่น ก็เจอมาเรียกว่าถี่มาก<br />
แรกเลยก็คงต้องเป็นไต้ฝุ่นที่เดี๋ยวมา เดี๋ยวมา  <br />
ต่อมาก็เรื่อง แผ่นดินไหว<br />
<br />
ในช่วงปีแรกที่มาที่นี่  ครั้งแรกที่ได้เจอแผ่นดินไหวก็คงเป็นช่วงอาทิตย์ที่สองของเดือนสิงหาคม  ตอนนั้นจำได้ว่าตีสามแล้ว ก็นั่งเล่นคอมไปเรื่อย ๆ <br />
จู่ ๆ ก็เหมือนได้ยินเสียง กึก ๆๆ  ไอ้ความที่ตอนอยู่ที่ไทยบ้านเราก็มีเสียงแบบนี้ แล้วบ้านก็สั่น เพราะรถสิบล้อวิ่งเข้ามาในซอย  แต่สำหรับกรณีนี้ ไป ๆ มา ๆ ก็สั่นแรงขึ้น แรงขึ้น  อ๊า แผ่นดินไหวนี่เอง  ครั้งแรกที่ได้เจอ ไม่มันส์เลยนะ  นั่งตัวแข็งทื่อ เพราะวันนั้นรูมเมทยังไม่กลับจากโอซากา   ไอ้เราก็อยู่หอคนเดียว นั่งหวาดหวั่น โคมไฟตรงหัวก็สั่นเลย ยังเห็นตู้เสื้อผ้าสั่นเล็กน้อย  <br />
<br />
ครั้งต่อมาก็เป็นแผ่นดินไหวประปราย  บางอาทิตย์ก็หลายวันอยู่ แต่ไม่ได้แรงเหมือนตอนที่เจอครั้งแรก  <br />
<br />
ครั้งที่เท่าไรไม่รู้ นับตั้งแต่เดือนกันยาที่แถบคันไซ มีแผ่นดินไหวความแรงระดับห้า วันนึงต้นเดือนตุลาเนี่ยแหละ แผ่นดินก็ไหว ขนาดที่ว่าเราหันหน้าไปมองรูมเมท  รูมเมทผู้ซึ่งมาญี่ปุ่นได้ไม่ถึงเดือนก็นั่งตัวแข็ง แล้วหน้าเสีย  เราก็พูดว่า อ๊ะ แผ่นดินไหว  พูดเหมือนคนไม่รู้สึกอะไร แต่จริง ๆ ก็ออกหวั่นนิดหน่อย เพราะมันไหวไม่หยุดสักที  ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าไหวแรงระดับนี้มันระดับไหน  ไม่กี่อึดใจโทรทัศน์ก็ลงข่าวด่วนเรื่องนี้  วันนั้นเป็นวันที่แผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางรุนแรงที่อยู่สามที่อันได้แก่ ไซตามะ จิบะ และ.... (ลืม)   ตรงนั้นก็ไหวระดับห้า  ทำให้โตเกียวทุกเขตไหวไปด้วย แต่ระดับสาม   ทำให้รู้ว่า ไอ้ที่ได้เจอน่ะ ระดับสามเหรอ  ก็เล่นเอาหวาดหวั่นเหมือนกัน  <br />
<br />
แล้วอีกไม่กี่วันต่อมา  ในขณะ่เรายังไม่ถึงห้อง ก็เกิดแผ่นดินไหว  แต่เราไม่รู้เรื่องเลย  จากเพื่อนและข่าวโทรทัศน์ทำให้สรุปได้ว่า <br />
<br />
แผ่นดินไหววันนี้มีจุดศูนย์กลางที่จังหวัดนิงาตะทางตอนเหนือของญี่ปุ่น (ก็ไม่ได้เหนือขนาดฮอกไกโด)  ความแรงระดับหกนิด ๆ  เป็นจำนวนสามหน  ส่งผลให้บ้านบางหลังพัง ถนนบางจุดแตก และพัง  ความแรงระดับหกก็มากพอที่จะทำให้ถนนเสียหาย ข้าวของที่อยู่บนโต๊ะหล่นลงมาได้  ครั้งแรกเกิดตอนห้าโมงเย็นเกือบหกโมงแล้ว  ครั้งที่สองไม่รู้แฮะ ครั้งที่สามหกโมงเย็นกว่า   มันก็น่าจะจบใช่ม่ะ  มันไม่หยุดแค่นั้นดิ  ตั้งแต่สามทุ่มจนถึงตีหนึ่งนิด ๆ ยังคงเกิดแผ่นดินไหวเป็นระยะ ๆ แต่ไม่ได้แรงขนาดระดับหกแล้ว ระดับสามเท่านั้น แต่ทว่า ก็เกิดขึ้นนับได้ประมาณเกือบสิบหนได้   และแน่นอนว่าตอนแผ่นดินไหวแรง ๆ สามครั้งแรกโตเกียวก็รู้สึกได้เช่นเดียวกัน  บางครั้งบางทีที่คุยกับเพื่อนอยู่  แผ่นดินก็ไหว เรียกว่าไหวจนชินว่างั้น  แต่ไม่อยากคิดถึงภาพที่โตเกียวแผ่นดินไหวแรง ๆ เลย  เพราะสิ่งที่น่ากลัวก็คือ ป้ายตามร้านค้า หรือกระจกแตกมาทิ่มตายก่อนตึกจะถล่มอ่ะดิ  แต่ว่าเรื่องตึกเนี่ย ก็มั่นใจได้ระดับหนึ่ง  เพราะที่ญี่ปุ่นเวลาสร้างก็ต้องคำนวนเรื่องแผ่นดินไหวไว้ด้วยอยู่แล้ว (เคยได้ยินมาว่างั้น)  <br />
<br />
แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ๆ ของญี่ปุ่น เมื่อปี 1995 ทางแถบคันไซ (นั่งนึกชื่อจังหวัดอยู่ นึกไม่ออกแฮะ) มีแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงความแรงระดับหกเหมือนกัน  ถนนพัง บางรูปที่เห็นเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เมื่อสังเกตดี ๆ แล้วก็เห็นเลยว่าชั้นสองของตึกหนึ่งหายไปทั้งชั้น โดนชั้นสามทับลงมา ถนนทางยกระดับก็พัง แบบว่าหักครึ่งไปเลย  ตอนนั้นผู้เสียชีวิตก็ขึ้นหลักร้อย  และเมื่อปี 2005 ก็ที่นิงาตะเท่าที่ดูข่าว เสียชีวิตถึงไม่มากเท่าสิบปีที่แล้ว แต่ก็บาดเจ็บไม่น้อย<br />
<br />
ปีสองพันห้าคงถือได้ว่าเป็นปีที่เละและพังพินาศของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ เพราะไต้ฝุถล่มเยอะมาก บางลูกจุดศูนย์กลางว่าใหญ่แล้ว  ลูกถัดไปยิ่งใหญ่กว่า เช่น ลูกที่ยี่สิบสองที่ว่าใหญ่โต มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 780 KM แต่ลูกที่ยี่สิบสามกลับใหญ่กว่าหนึ่งเท่า เส้นผ่านศูนย์กลาง 1600 KM  ลมพัดแรงขนาดที่ว่าผู้หญิงล้มไปเลย กางร่มไม่ได้ จักรยานล้ม  และบางทีต้นไม้ใหญ่ล้มทับรถที่จอดไว้  น้ำเพิ่มสูงและน้ำท่วมฉับพลัน  เริ่มจากทางใต้ขึ้นมาเรื่อย ๆ   แต่นับว่าเป็นความโชคดีของโตเกียวมาก ตอนที่มันเริ่มจะถึงโตเกียวลมก็เริ่มอ่อนแรง  จำได้ว่าตอนลูกที่ยี่สิบสองเนี่ย ขนาดยังไม่เข้าโตเกียวเลย ลมแรง ฝนเท และที่บางจุดน้ำขัง    เราคิดว่าระบบการระบายน้ำที่เมืองไทยยังดีกว่า  คงเพราะบ้านเรามีประสบการณ์ฝนตกหนักน้ำท่วมทุกปี  เลยออกจะโปรเรื่องนี้ล่ะมั้ง  ส่วนที่นี่โดยปรกติฝนตกไม่หนัก แต่มันจะตกทั้งวัน  พอเจอหนัก ๆ เข้าไปทีก็ย่ำแย่  เอาวะ ถึงเทคโนโลยีเมืองไทยไม่ดีเท่า แต่เราก็ยังมีระบบการระบายน้ำที่เจ๋งกว่า (ขอภูมิใจสักเรื่องล่ะกัน)    จบเรื่องไต้ฝุ่นก็แผ่นดินไหว  มีอยู่ช่วงนึงที่ภูเขาไฟก็ระเบิดโชคดีที่ไม่รุนแรง   <br />
<br />
เราสรุปเหมาเองว่าที่ถนนหนทางที่ญี่ปุ่นใหม่ ไม่พังนั้นก็คงเนื่องจากต้องคอยปรับปรุง สร้างใหม่กันเสมอ  เพราะที่นี่เวลาฝนเทหนัก ๆ ขับรถไปตามไหล่เขา คุณอาจจะเจอดินถล่มได้แบบไม่รู้ตัว   แล้วช่วงก่อนเขาก็ว่ากันอีกว่าในรอบห้าสิบปีเนี่ย โตเกียวจะมีแผ่นดินไหวหนัก ๆ หนหนึ่ง ตอนนี้ก็ล่วงเลยมาหกสิบกว่าปีแล้ว ยังไม่มี ก็ต้องอยู่ที่นี่แบบหวาดหวั่นต่อไปว่า แล้วเมื่อไรจะถึงทีโตเกียว  ]]></description>
<pubDate>Wed, 24 Jan 2007 18:01:35 +0700</pubDate>
<guid isPermaLink="true">/entry-1</guid>
</item>
<item>
<title><![CDATA[หนีเที่ยวเกียวโต]]></title>
<link>http://nanarashi.storythai.com/200701/entry</link>
<description><![CDATA[เวลาไปเจอผู้คนหน้าตาใหม่ ๆ  มักจะมีคำถามเดิม ๆ เข้าหูเสมอ <br />
<br />
"เวลาว่างชอบทำอะไร"<br />
<br />
ใจจริงก็นึกเบื่อที่ต้องมาตอบคำถามเดิม ๆ ซ้ำซากไป ๆ มา  เช่นล่าสุดเมื่อตอนเดือนสี่ปีที่แล้ว (แน่ใจว่าล่าสุดนะนั่น เรื่องตั้งปีนึงมาแล้ว)   โรงเรียนเปิดเทอมวันแรก  นอกจากจะเจอหน้าอาจารย์ใหม่ ๆ ก็ยังเจอเพื่อนใหม่ ๆ  อาจารย์ก็จัดการบังคับทุกคนในห้อง ให้ออกมาพูดเรื่องตัวเองหน้าชั้น   ไอ้เราจะบอกว่า เป็นคนบ้านักร้อง ก็กะไรอยู่ เจอหน้ากันวันแรก ๆ ต้องรักษาภาพพจน์ (ที่น้อยนิด) ไว้หน่อย   <br />
<br />
คำถามนึงอย่างข้างต้นมักจะเป็นคำถามยอดฮิตที่ถูกกำหนดให้ต้องตอบเสมอ   <br />
<br />
คนแรก  เวลาว่างชอบท่องเที่ยว<br />
คนที่สอง  เวลาว่างชอบร้องคาราโอเกะ <br />
คนที่สาม  เวลาว่างชอบทำอาหาร (ดูหน้าตาแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เอาน่า เขาอาจจะเป็นยังงั้นจริง)<br />
คนที่สี่    เวลาว่างชอบเที่ยว<br />
คนที่ห้า  ท่องเที่ยว<br />
และคนต่อไป ๆ ขี้เกียจพิมพ์ล่ะ<br />
<br />
<br />
ในห้องเรามีสักสิบเจ็ดคน  สิบกว่าคนมีงานอดิเรกคือ "ท่องเที่ยว"  แต่พอไปคุยเข้าจริง ที่นั่นก็ไม่รู้จัก  ที่นี่ก็ไม่เคยไป  เวลาเล่าเรื่องตัวเองว่าไปนี่มานั่น ก็ทำท่า โห... ไปเที่ยวเยอะจัง  <br />
<br />
อ้าว... ก็เราชอบเที่ยว   ก็ต้องทำให้สมกับที่เป็นงานอดิเรกสิ  เที่ยวก็คือเที่ยว ไม่ใช่บอกว่าชอบเที่ยว แต่ปีนึงไปสักกี่หนกันล่ะนั่น?  <br />
<br />
เรื่องเที่ยวมีให้เล่าไม่รู้จักจบจักสิ้น  แต่อันนึงที่เด็ดสำหรับตัวเองเลยก็ต้องเรื่องนี้ <br />
<br />
ตอนที่ไป KYOTO<br />
<br />
เกียวโตเป็นจังหวัดในแถบคันไซ หรือตอนกลางเริ่มค่อนไปทางใต้ของเกาะฮอนชู  ต้องบอกว่า ญี่ปุ่นแบ่งออกเป็นทั้งหมดสี่เกาะใหญ่ ๆ อันได้แก่ เกาะฮอกไกโด เกาะฮอนชู เกาะชิโคคุ  และก็เกาะคิวชู   โดยจังหวัดส่วนใหญ่อยู่ ณ เกาะฮอนชู   แต่ในเกาะฮอนชูก็แบ่งย่อยได้อีก  (ไม่เล่า ไม่เชี่ยวชาญเรื่องภูมิศาสตร์ ขออภัย)    <br />
<br />
<br />
หน้าหนาวแรกที่ผ่านเวียนมานับตั้งแต่มาญี่ปุ่นนั้น ก็แค่เปรย ๆ กับเพื่อนว่า "อยากไปดูใบไม้แดงจัง"  เพื่อนก็เป็นผู้ตอบสนองที่ดีมาก "งั้นเราไปกันเลย"   ในเมื่อมีการตอบสนอง ฉะนั้นเราก็อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ไปก็ไป<br />
<br />
การเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่วางแผนไว้อย่างคร่าว ๆ ว่าเราจะขึ้นรถไฟอย่างนี้ ไปลงที่นี่ ต่อขบวนนี้ แล้วก็ .... อีกเยอะแยกมากมาย  ผู้ร่วมเดินทางมีทั้งหมดสามท่าน   อันได้แก่เรา กับอีกหนึ่งสาวนามว่า หวาน   ส่วนอีกสาวตอนนั้นยังเรียนที่มหาลัยนึงในเกาะคิวชู จะขึ้นมาเจอกัน  โดยนัดหมายกันไว้ว่า พวกเราจะเจอกันที่  "หน้าสถานีเกียวโต" สองสาวจากโตเกียวก็เริ่มหาเส้นทางโดยเลือกเส้นทางที่ประหยัดที่สุด   นั่นคือการนั่งรถไฟธรรมดาไปเรื่อย ๆ  ตอนนั้นหวานเป็นผู้รับหน้าที่หาเส้นทางรถไฟ    เล่าสักนิดว่า การเดินทางด้วยรถไฟในญี่ปุ่นเป็นการเดินทางที่สะดวก  และก็สามารถเดินทางได้ตั้งแต่เหนือลงใต้  แต่งานนี้ต้องอาศัยความถึกสักนิดนึง    <br />
<br />
เวลาที่เริ่มออกเดินทาง จำได้ลาง ๆ ว่าประมาณเกือบบ่ายสอง  คิดให้ไปถึงเกียวโตตอนกลางคืน และจะไปค้างที่คาราโอเกะ  ทำไมถึงต้องเป็นคาราโอเกะ ?    คาราโอเกะส่วนใหญ่ (หรือเปล่าหว่า...หรือเฉพาะโตเกียวกันน๊า)   มักจะเปิดตลอดวัน  ฉะนั้นก็จะมีคนแวะเวียนเข้าไปร้องเพลงกันไม่ขาดสาย  ช่วงเช้าที่ทุกคนไปทำงาน ไปเรียน ราคาก็จะถูกหน่อย พอหนึ่งทุ่มไปแล้ว ราคาก็จะเริ่มแพงขึ้นอีกเท่าตัว  ส่วนตั้งแต่เที่ยงคืน มักมีเซ็ทเหมาจ่ายอยู่กันยันเช้า  และก็ราคาไม่แพงมาก (ใครมันจะร้องกันยันเช้าอ่ะ)   ซึ่งพวกเราก็ตัดสินใจว่า เอาวะ... จ่ายสองพัน นอนในคาราโอเกะดีกว่า  เพราะโรงแรมมันแพงมาก  งบประมาณก็มีน้อย  แถมค่ารถไฟเบ็ดเสร็จจะเท่าไรก็ไม่รู้   เอาเป็นว่า วิธีนี้ก็แล้วกัน<br />
<br />
พอออกเดินทางจากโตเกียวก็ต้องไปเปลี่ยนสายรถไฟที่สถานีชินโยโกฮาม่า เป็นอีกสายที่เริ่มลงใต้  ตอนแรกสองสาวก็วีดว้ายกันดี เพราะรถไฟวิ่งเข้าภูเขามั่งล่ะ เลียบเขาไปเห็นทะเลที่อาตามิ  ตื่นตาเป็นกระเหรี่ยงออกนอกเมือง  ต่อมาก็ต้องทำเวลาเปลี่ยนรถไฟ โดยมีเวลาเพียงสิบนาทีในการซื้อตั๋วรถไฟ และก็กระโดดวิ่งขึ้นคันต่อไป  ถ้าพลาดนั่นอาจจะต้องรอคันต่อไปอีกนาน  ตอนนั้นหวานก็จะเข้าห้องน้ำ  เราเลยรีบวิ่งไปซื้อตั๋ว  แต่ว่าจากตรงอาตามิไปถึงอีกที่มันราคาเท่าไรก็ไม่รู้  เราเลยกดไปก่อนใบละพันเยน  แล้วก็นั่งไปอีกหลายชั่วโมง กว่าจะไปถึงสถานีปลายทางก็เล่นเอาเมื่อย และปวดหลังและร้อนก้น  (เพราะเขาเปิดฮีทเตอร์ แล้วมันตรงที่นั่งผู้โดยสาร เลยเข้าใจความรู้สึกของไก่ที่โดนย่างว่ามันร้อนเช่นใด)   พอไปถึง จะเอาตั๋วเข้าเครื่องคิดราคาตั๋วที่นั่งเกินสถานีมา  ปรากฏว่ามันคิดไม่ได้ เลยให้นายสถานีเช็ค   นายสถานีตาโตและออกจะขำเล็ก ๆ พี่พวกเราเดินทางมาไกลถึงเพียงนี้  เพราะราคาที่ต้องจ่ายนั้นมันคนละหกพันเยน (ราว ๆ นั้น) <br />
<br />
ยัง  หากคิดว่าถึงเกียวโตแล้วมันยังไม่ถึง  หนทางข้างหน้ายังอีกสองชม.นิด ๆ ซึ่งต้องนั่งกันอีกแล้ว เริ่มคิดว่าทำไมพวกเราช่างหาเรื่องลำบากได้เพียงนี้  หิวข้าวก็หิว หนาวก็หนาว แต่ทำได้ก็คือกินน้ำไปพลาง ๆ  รอให้ถึงเกียวโตแล้วค่อยหาข้าวกินล่ะกัน   พอนั่งผ่านไปจนเหลืออีกครึ่งชม. ก็เริ่มเคาน์ดาวน์นับถอยหลังสถานี อยากให้ถึงใจจะขาด  พอเหลืออีกไม่กี่สถานีก็เริ่มนับ  ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง  โอ้ว แม่เจ้า ในที่สุด กระเหรี่ยงสองตัวก็ถึง "เกียวโต" สักที <br />
<br />
ไว้เดี๋ยวมาเล่าต่อ นับจากนี้เรื่องจะทวีความมันส์ (ตรงไหน?) มากขึ้น  เพราะคาราโอเกะที่เกียวโตมันปิดตีสาม แล้วจะทำยังไงล่ะนั่น]]></description>
<pubDate>Wed, 24 Jan 2007 16:08:47 +0700</pubDate>
<guid isPermaLink="true">/entry</guid>
</item>
<item>
<title><![CDATA[First Page]]></title>
<link>http://nanarashi.storythai.com/200701/first-page</link>
<description><![CDATA[หุหุหุ &nbsp;ในที่สุดก็กำเนิดไดหน้านี้ขึ้นมาจนได้ <BR><BR>นั่งคิดแล้วคิดอีก ว่าจะทำดีไหมน๊า &nbsp;เพราะด้วยนิสัยที่ไม่ค่อยขยันอัพสักเท่าไร &nbsp;จริง ๆ ก็มีไดอีกชื่อที่ใช้มานาน แต่ทว่าไดนั้นมักจะมีเรื่องเกี่ยวข้องกับชีวิตส่วนตัวที่บ้าบอและหลากหลายไป &nbsp;หลายท่านเข้ามาอ่านอาจจะไม่เข้าใจ &nbsp;นอกเสียจากคนประเภทเดียวกันถึงจะเข้าใจ<BR><BR>คนประเภทเดียวกันที่ว่าคืออะไร ?<BR><BR>ตอนนี้หลายคนคงมีคำนี้ผุดขึ้นมา &nbsp; &nbsp;คนประเภทเดียวกันก็คือ คนที่บ้านักร้องกลุ่มเดียวกัน (หลายคนคงนึกไม่ถึงล่ะสิ เพราะเท่าที่ดูหน้าก็คงคาดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนั้น) <BR><BR>บอกก่อนว่า ในไดหน้านี้ จะใช้สรรพนามเจ้าของไดว่า "เรา" &nbsp; &nbsp;ก็คิดอยู่หลายตลบเช่นกันว่า จะใช้อะไรดี &nbsp;เพราะคิดว่า ผู้ (ตกหลุมพลาง) เข้ามาอ่าน คงมีหลากหลายช่วงอายุ &nbsp;บางคนก็เป็นพี่กว่าเจ้าของได &nbsp;(หลายคนแหละคิดว่า) &nbsp;บางคนก็อาจรุ่นเดียวกัน บางคนก็อาจเด็กกว่า &nbsp; เลยใช้คำง่าย ๆ ว่า "เรา" ไปล่ะกัน &nbsp;แต่นั่นไมได้หมายถึงว่าเจ้าของไดชื่อว่า "เรา" แต่อย่างใด &nbsp; <BR><BR>ชื่อจริง ไม่ต้องสนใจ &nbsp;เอาชื่อที่เรียกกันทั่วไปว่า "นัน" &nbsp;ก็ล่ะกัน<BR><BR>สาเหตุที่มีไดหน้านี้ <BR><BR>1. &nbsp;เป็นสื่อกลางกับพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ทั้งหลาย &nbsp;เนื่องจาก เจ้านัน มันเป็นคนไม่ค่อยตอบเมล์ &nbsp;กว่าจะตอบ หรือแจ้งความเป็นไป &nbsp;คนส่วนใหญ่ก็อาจคิดว่า มันตายไปแล้ว<BR><BR>2. &nbsp;อยากเล่าเรื่องที่ตัวเองตะลอน ๆ อยู่ในญี่ปุ่น &nbsp;รู้สึกว่าตัวเองมีเรื่องเยอะดี &nbsp;น่าสนใจ (คิดเข้าข้างตัวเองไปงั้นแหละว่าน่าสนใจ) &nbsp;<BR><BR>3. &nbsp;อืม.... ตอนนี้คิดไม่ออก ไว้คิดออกจะเพิ่มทีหลัง<BR><BR>เมื่อทราบจุดประสงค์แล้วก็ตามไปอ่านหน้าต่อไปได้เลย <BR><BR><BR>]]></description>
<pubDate>Wed, 24 Jan 2007 15:29:27 +0700</pubDate>
<guid isPermaLink="true">/first-page</guid>
</item>
</channel>
</rss>

